วันเสาร์ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2560

"ขุนหลวงวิลังคะ"

ไม่มีข้อความกำกับภาพอัตโนมัติ
  • สวัสดียามค่ำครับกัลยาณมิตรและศิษย์บรรณศาลจามเทวีฯ สายเอกแห่งกุศล ทุกๆท่าน/อ.ฉัตรชัย
  • ...พอได้เริ่มกล่าวถึงท่านฤาษีคำปันแห่งเขาพระราชา อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่. และความเกี่ยวโยงเรื่องราวในอดีตฯสมัย "ขุนหลวงวิลังคะ" มีเพื่อนๆสนใจอยากจะขอให้เราได้เล่าเรื่องราวจากประสบการณ์ที่ได้พบเจอมาในอดีตฯเมือ 30 กว่าปีที่แล้วให้ได้รับฟัง.
  • ...เรื่องราวในอดีตเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้นั้นเรียกว่ายาวมากๆ คงจะนำไปเขียนนิยายฯ...ได้เลยทีเดียว.
  • ...ถ้าจะให้เล่าให้ฟังคงจะต้องขอย่นย่อเอาเฉพาะเรื่องราวอันเกี่ยวกับสิ่งที่เราได้พบเจอ และเกี่ยวกับ "ขุนหลวงวิลังคะ" มาเล่าสู่กันฟัง.

  • ในการเดินทางไปยัง "สลีพันต้น" ครั้งที่ 2 นั้น. ทางคณะคุณดวงชีวัน(คุณไก่) ได้รับอาสาที่จะนำคณะศิษย์มาช่วยสร้างศาลให้ที่ "สลีพันต้น" และได้ดำเนินการ (ตามที่เห็นในภาพ)
  • ...ในวันนั้นเองที่วิญญาณที่สถิตย์อยู่ที่นั้นได้มาบอกกับเราถึงสถานที่บรรจุพระศพขุนหลวงวิลังคะให้กับเรา...เราและคณะฯจึงได้เดินทางไปทันที ยังบริเวณตีนเขาแห่งนั้น แต่ด้วยความพร้อมยังไม่มีจึงยังมิได้ขึ้นไปสำรวจยัง "สถานที่ฝังพระศพฯ"
  • ...หลังจากนั้นมาไม่นานเราได้เชิญชาวบ้านหนองแก๋วและบ้านละโว้..ได้มาประชุมกันที่วิหารวัดละโว้ เพื่อขอแรงผู้ที่ศรัทธาเพื่อขึ้นไปยัง "ที่ฝังพระศพฯ"
  • ...หลังจากนั้นการเดินทางได้พร้อมและไปกันทั้งหมดเกือบ 10 รถกระบะทั้งผู้เฒ่าผู้แก่และคนหนุ่มสาว ไปร่วมด้วยช่วยกัน ปีนขึ้นไปจากเชิงเขาซึ่งชันเกือบ 50 องศาจนถึงยอดดอยที่ฝังพระศพฯ
  • ...ณ.สถานที่ๆเราได้ไปพบนั้นเป็นหลุมขนาดกว้าง 2 เมตร (เพราะมีคนพยายามแอบมาขุดนานแล้ว,ลึกลงไป ประมาณเกือบ 2 เมตรเป็นโพรงแต่มีก้อนหินขนาดใหญ่มากๆได้ทับเอาไว้,จึงไม่มีผู้ใดที่จะสามารถขุดเจาะได้.
  • ...ชาวบ้านและคณะจึงได้ช่วยกันนำเศษอิฐที่กระจัดกระจายบริเวณนั้น ฝังลงในหลุมจนเกือบเต็มหลุม และได้ปักธงธรรมจักรไว้เป็นหลักฐาน.
  • ...สถานที่แห่งนั้นอยู่ในเขตอนุรักษ์พันธ์พืชและต้นน้ำ..เราจึงได้เล่าให้ทางเจ้าหน้าที่ๆดูแลส่วนนั้นได้รับทราบเพื่อจะได้ช่วยกันดูแลรักษาสืบไป
  • ...ปัจจุบันสถานที่แห่งนั้นเรียกกันว่า "ดอยกู่" (ไม่มีภาพมาให้ได้ชมกัน)

  • เรื่องที่จะได้นำมาเล่าในครั้งนี้เป็นประสบการณ์จริงๆที่เราได้พบมา
  • ...ขอใช้คำว่าเพื่อใช้ในการเป็นกรณีศึกษาสำหรับคนรุ่นใหม่ที่จะได้เรียนรู้สืบต่อกันไป....
  • ...30 กว่าปีที่ผ่านมานั้น เรื่องราวที่ผ่านเข้ามาเรียกว่า เล่าสู่กันฟังแทบจะไม่ได้เลย เพราะเป็นเรื่องที่เหลือเชื่อและไม่มีบันทึกกันเอาไว้ในประวัติศาสตร์ตอนใดๆเลย
  • ...เรื่องราวมีอยู่ว่า ในช่วง 30 กว่าปีก่อนนั้น เราได้รับคำสั่งจากพระญาณทิพย์ให้ทำพิธีฯ "แก้อาถรรห์เมืองลำพูน" ซึ่งซับซ้อนกันมาตั้งแต่ยุคพญาเม็งรายเรื่อยมาจนยุคที่ "ม่านครองล้านนา" เรียกว่ายาวนานมากๆเลยทีเดียว.
  • ...แต่สิ่งที่รุนแรงมากที่สุดที่โบราณกาลกล่าวกันมา นั้นก็คือคำสาปที่ขุนหลวงวิลังคะ,ได้สาปเอาไว้ก่อนสิ้นพระชนต์
  • ...ในคำสาปนั้น มีความว่า ชายและหญิงทั้งสองเมืองจะไม่ดองกัน. ถ้าอยู่กินด้วยกันจะมีเหตุอันเป็นไป..และในอดีตคำสาปนี้ส่งผลมานมนานมากๆตั้งแต่เมื่อ พันกว่าปีที่แล้วมา..
  • ...การที่จะสามารถแก้ไขบ่วงแห่งคำสาปนั้นได้ จะต้องประกอบด้วย 
  • 1.สถานที่ๆได้คำการสาปเอาไว้. 
  • 2.คู่กรณีจะต้องย้อนกลับมาเพื่อแก้ไข และ 
  • 3.อำนาจแห่งพระธรรมฯที่สว่างในจิตเท่านั้นที่จะสามารถคลี่คลายจากบ่วงเหล่านั้นลงได้.
  • ...ในช่วงระยะเวลาแห่งการการไขตั้งแต่เริ่มต้น จากการทำพิธีถอนอาถรรห์เมืองลำพูนทีเดียวพร้อมๆกัน 11 ประตู,นั้นเป็นสิ่งที่ปาฏิหารย์มีจริง เราได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน ร่วมกันแบบมหาศาลเลยทีเดียว
  • ...การดำเนินการถอนอถรรห์เมืองลำพูนนั้น เราได้กระทำไปพร้อมๆกับการเริ่มต้นค้นหา "เวียงละโว้" ตามรับสั่งแห่งพระแม่เจ้าจามเทวีฯ เพื่อทำการบูรณะขึ้นมาอีกครั้ง.
  • ...ความคิดที่พุ่งเข้ามาสู่จิตในช่วงนั้นคือจะทำเช่นใดที่จะสามารถแก้ไขคำสาปเหล่านั้นลงได้..จนกระทั่งเราได้รับทราบความจริงถึงตำแหน่งที่ขุนหลวงวิลังคะได้สิ้นพระชนต์จริงๆ.
  • ...ในครั้งที่เราได้เดินทางไปสำรวจครั้งแรกที่กลางท้องนา ในเขต กิ่งอำเภอแม่วางในครั้งนั้น เราต้องเผชิญหน้ากับสิ่งที่มองไม่เห็นตัว,รอคอยเราอยู่เรียกว่าพร้อมที่จะเล่นงานเราได้ทุกขณะทีเดียว.
  • ...การเดินทางไปในครั้งนั้น,ได้มีคณะของคุณดวงชีวัน โกมลเสนและคณะฯที่ได้มาร่วมสร้างพระธาตุเวียงละโว้ ได้ให้ความสนใจและขอติดตามเราทั้งสองไปด้วย.
  • ..."สลีพันต้น" ทีี่กลางท้องนาแห่งนั้น ในยุคนั้นมีพระธุดงค์ 1 รูปมาจากวัดชลประทานมาจำวัดอยู่ และเราได้เล่าเรื่องราวที่เราและคณะมาที่แห่งนั้นให้พระคุณเจ้าได้รับฟัง ถึงความเป็นมาที่ไม่มีบันทึกเอาไว้ หรือมีก็ไปคนละเรื่องเลย.
  • ...จากนั้นเราจึงเดินทางกลับมายังวัดจามเทวี และอยู่ดีๆทั้งคณะที่ไปก็หลับในวิหารกันแบบไม่รู้ตัวเลยทุกคน เรียกว่าเหนื่อยมากๆยังกะไปรบทัพจับศึกกันมา
  • (นี้คือครั้งแรกสุดที่เดินทางไปยัง "สลีพันต้น"แห่งนี้
  • ..ภาพถ่ายจากกล้องเราเองเมื่อ 28 ปีที่แล้ว.

  • ต่อจากตอนที่แล้ว...
  • หลังจากนั้นมาไม่นาน,เราได้เดินทางไปร่วมงามกับกัลยาณมิตรท่านหนึ่งที่ อ.สันป่าตองชื่อ"คุณดวงภา"
  • ...ในวันนั้นเราได้พบ ฤาษีตนหนึ่งมากับคณะลูกศิษย์ฤาาีอีกหลายตน
  • ...ฤาษีใหญ่ที่นำคณะมานั้นมีนามว่า "ฤาษีคำปันแห่งเขาพระราชา" 
  • ...เมื่อท่านได้เจอหน้าเราท่านมองมาหาเราอยู่ตลอดเวลาแม้ว่าท่านจะมาเป็นประธานในงานวันนั้น..ฤาษีคำปันได้หันมาถามเราว่า "เรารู้จักกันมาช้านานแล้วใช่ไหม" เราจึงได้ตอบไปแบบมิทันได้คิดว่า "ใช่เรารู้จักกันมาช้านานแล้ว และอยากพบท่านอีกครั้งหนึ่ง และวันนี้เราได้มาพบกันแล้ว" ลูกศิษย์ฤาษีที่ติดตามมาต่างตกใจในคำพูดนั้น บางท่านไม่ทราบก็แสดงอาการไม่ค่อยพอใจออก. จนฤาษีต้องห้ามและบอกกับเหล่าลูกศิษย์ว่า เรากับท่านนั้นได้เคยพบเจอกันมาช้านานแล้วและวันนี้คงจะถึงเวลาที่จะได้สะสางเรื่องราวในอดีตที่เคยมีต่อกัน...ลูกศิษย์ฤาษีจึงได้เข้าใจ
  • ...ฤาษีคำปันได้ออกปากเชิญเราไปยังเขาพระราชาในวันรุ่งขึ้น,และเราก็ได้เดินทางไปตามที่นัดกับฤาษีคำปันไว้
  • ...ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นที่เขาพระราชาในครั้งนั้น พระแม่เจ้าจามเทวีได้ผ่านลงมาปุจฉาและวิสัชนากับฤาษีคำปัน โดยมิยอมให้ใครเข้ามาได้รับฟังเลย. 
  • ...และในวันนั้นพระแม่เจ้าฯได้มอบดอกบัวสวรรค์ไว้ให้ยังเขาพระราชาที่อยู่ฤาษีคำปันและขอให้ท่านขุนหลวงวิลังคะ ได้เปล่งวาจาถอนคำสาปที่เคยมีมาช้านานนั้นลง
  • ...นี้คือที่มาที่ฤาษีคำปันมักจะเรียกและบอกกล่าวกับศิษย์ถึงนาม "พระแม่รัศมี" นามที่ฤาษีท่านใช้เรียก อ.รัศมี ซึ่งศิษย์ฤาษีมักได้ยิน,แต่น้อยท่านมากที่จะได้เคยตัวกับตัวจริง.
  • ..การได้พบเจอกับฤาษีคำปันในครั้งนั้น เราจึงได้ขอฝากฝังให้ฤาษีช่วยดูแล กู่ที่อยู่บนยอดดอยกู่จากนั้นตลอดมา.
  • ..สัจจะที่ได้ให้ไว้นั้นเลยต้องทำให้เราจะต้องหาสถานที่สร้างศาลสถิตย์ให้กัยดวงวิญญาณขุนหลวงวิลังคะ และทำพิธีฯให้ท่านตลอดมาตั้งตั้งครั้งนั้น จนถึงเวลานี้ร่วม 26 ปีที่ต้องทำมาตลอดทุกปี